"ย้อน 5 คดีดัง ป.ป.ช. ปราบโกง" เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์
ย้อน 5 คดี ป.ป.ช. ฟันทุจริตคอร์รัปชัน เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ บางคดีผู้กระทำความผิดเป็นถึงระดับอดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการระดับสูง
คดีแรก การทำธุรกิจกับตัวเองหรือเป็นคู่สัญญา คดีตัวอย่าง คดีที่ดินรัชดา
คดีดังกล่าวมีพฤติการณ์ คือ
- นาง พ. ภรรยาของนาย ท.ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียนร่วมมิตร ย่านรัชดาภิเษก จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง
- โดยขณะนั้น นาย ท. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กำกับ ดูแลกิจการของกองทุนฯ ได้ลงลายมือชื่อยินยอมในฐานะคู่สมรสให้นาง พ. เข้าประมูลซื้อที่ดินและทำสัญญาซื้อขายที่ดิน
พร้อมมอบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการทำสัญญา ส่งผลให้เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาดังกล่าว
ซึ่งการกระทำดังกล่าว การที่ นาย ท.ได้รู้เห็นยินยอมให้คู่สมรสเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับกองทุนฯ ย่อมถือว่าการเข้าทำสัญญาดังกล่าว เป็นการกระทำของนาย ท. เอง
ตัวอย่างคดีต่อมา การถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ
ส่อง "หน่วยงาน" กำกับดูแลธุรกิจ-นักลงทุน ห่างไกลคอร์รัปชัน
พฤติการณ์ คือ
1. ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นาย ท เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท C จำนวน 1,419,490,150 หุ้น (48.75%)
2.บริษัท C เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับสัมปทานโครงการดาวเทียมจากกระทรวงคมนาคม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
3.นาย ท.ได้โอนหุ้นให้แก่ลูกและญาติโดยได้ชำระค่าซื้อหุ้นด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม และไม่มีดอกเบี้ย
4.เมื่อนาย ท เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจ กำกับดูแลสั่งการ เกี่ยวกับการบริหารราชการของกระทรวงคมนาคมผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
5.ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี นาย ท. มีพฤติการณ์ที่ แสดงว่า นาย ท. ยังเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงโดยให้ลูกและญาติเป็นผู้ถือหุ้นแทน แม้ว่าก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่ง นาย ท. ได้โอนหุ้นให้แก่ลูกหลานและญาติไปแล้วก็ตาม แต่ นาย ท. ไม่ได้มีการทวงถามให้ชำระค่าหุ้น อีกทั้งจำนวนเงินที่โอนชำระคืนไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงน่าเชื่อว่าการโอนซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่มีการโอนซื้อขาย และไม่มีการชำระราคากันจริง
คดีต่อมาคดีสินบนข้ามชาติ สินบนให้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2546-2549
เริ่มต้นจาก นาง จ. ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในขณะนั้น อนุมัติจัดโครงการเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2546-2549
จุดเริ่มต้น 2 วิธีทุจริต
1. ฮั้วประมูล ติดต่อกลุ่มธุรกิจ ก ชาวต่างชาติและแนะนำให้ จัดตั้งบริษัทหลายๆ บริษัท เพื่อทำสัญญาจ้างเกี่ยวกับการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กับ ททท. โดยตกลงผลประโยชน์ 10-20% ของแต่ละสัญญา จากนั้น เดินกน้าทำสัญญา โดยการช่วยเหลือให้กลุ่มธุรกิจ ก. โดยชาวต่างชาติ หรือบริษัทอื่นที่กลุ่มธุรกิจ ก. อำพรางขึ้น ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2546-2549
2. รับสินบน กลุ่มธุรกิจ ก. โอนเงินและสั่งจ่ายเช็ค เข้าบัญชีของบุตรสาว นาง จ. กว่า 62 ล้านบาท
ในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษา...
ไทยยังเสี่ยง "ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์" เหตุการป้องกันไม่เพียงพอ
นาง จ. ทุจริตและแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนด โดยช่วยเหลือให้กลุ่มธุรกิจ ก. ชาวต่างชาติ หรือบริษัทอื่นที่กลุ่มธุรกิจ ก. อำพรางขึ้น ให้ได้สิทธิทำสัญญา กับ ททท. ล้วนแต่เป็นสัญญาที่ผู้รับจ้าง ไม่มีความเชี่ยวชาญและไม่มีประสบการณ์ทำงานอันขัดต่อข้อบังคับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพัสดุ เมื่อ ททท. จ่ายเงินค่าจ้างให้กลุ่มธุรกิจ ก. แล้วกลุ่มธุรกิจ ก. โอนเงินและสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีบุตรสาว
คณะกรรมการธุรกรรม (สำนักงาน ป.ป.ง.) ได้มีคำสั่งที่ ย.97/2564 อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว จำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากบัญชีธนาคารต่างประเทศของบุตรสาว
คดีต่อมา การนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน
พฤติการณ์ ...
1.ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน ประถมศึกษา เขต 2 นำรถหลวงซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนกลาง ไม่ใช่รถยนต์ประจำตำแหน่ง ไปใช้เป็นการส่วนตัวและนำไปจอดไว้ที่บ้านพักของตนเอง เป็นการขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 ข้อ 16 วรรค 2 กำหนดให้การเก็บรักษารถยนต์ส่วนกลางให้เก็บไว้ในสถานที่เก็บหรือบริเวณของส่วนราชการ)
2.ผู้อำนวยการฯ ได้ห้ามภรรยานำรถหลวงไปใช้อย่างเด็ดขาดในระหว่างที่ตนไม่อยู่ ต่อมาภรรยาได้โทรมาขออนุญาตใช้รถหลวงดังกล่าวเพื่อไปพบแพทย์ที่คลินิกซึ่งตนเองเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นจึงอนุญาตให้ภรรยา นำรถคันดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อันมิใช่เป็นกิจการของทางราชการ และประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ทำให้รถราชการเสียหายขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 ข้อ 4 "รถยนต์ส่วนกลาง หมายความว่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่จัดไว้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ)
คดีสุดท้าย การนำทรัพย์สินของราชการไปใช้ในงานแต่งลูกสาว
ชี้ช่องแจ้งเบาะแส “เจอคนโกง จ่ายใต้โต๊ะ คอร์รัปชัน”
จุดเริ่มต้นของคดี กลุ่มบุคลากรผู้รักวชิรพยบาล ประกอบด้วยแพทย์และบุคลากรของวชิรพยาบาล ได้ยื่นเรื่องกล่าวหาต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่านายแพทย์ ข. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทย์ฯ วชิรพยาบาล ได้ใช้บุคลากรและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ในการจัดงานมงคลสมรสของบุตรสาวของตน เมื่อ 13 ม.ค.2554 ที่บ้านพักส่วนตัวรวมถึงใช้สถานที่เตรียมการจัดงานในวันที่ 10 และ 12 ม.ค.2554
มีพฤติการณ์ดังนี้
1.สั่งให้หัวหน้าธุรการฝ่ายบริหารงานทั่วไป ซึ่งมีหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในงานต่างๆ ของคณะแพทย์ฯ ให้ไปช่วยจัดเตรียมงานแต่งบุตรสาวของตน และใช้ทรัพย์สินของคณะแพทย์ฯ ไปใช้จัดงาน คือเก้าอี้พร้อมปลอก 100 ตัว กระถางต้นไม้
2.สั่งให้เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา คณะแพทย์ฯ นำทรัพย์สินของคณะไปติดตั้งใช้ในงาน คือ
- กล้องวิดีโอ 2 เครื่อง
- โทรทัศน์ 1 เครื่อง
- สายสัญญาณ 1 ชุด
- ขาตั้งกล้องมอนิเตอร์ 2 เครื่อง
- กล้องถ่ายรูป 2 ตัว
- ชุด Switcher ชุดควบคุม 1 ชุด
- เครื่องเล่นและบันทึกดีวีดี 1 เครื่อง
3.ยินยอมให้นำรถส่วนกลางของคณะแพทย์ฯ ไปใช้บรรทุกทรัพย์สินดังกล่าวและขนส่งเจ้าหน้าที่ของคณะแพทย์ฯ ไปที่บ้านของจำเลยจำนวน 4 คัน คือ กระบะ 3 คัน รถตู้ 1 คัน
ข้อมูลจาก : สำนักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สำนักงาน ป.ป.ช.
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB